<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0">
  <channel>
    <docs>http://www.rssboard.org/rss-specification</docs>
    <atom:link rel="self" type="application/rss+xml" href="https://escholarship.org/uc/uciem_westjem_ia_thai/rss"/>
    <ttl>720</ttl>
    <title>Recent uciem_westjem_ia_thai items</title>
    <link>https://escholarship.org/uc/uciem_westjem_ia_thai/rss</link>
    <description>Recent eScholarship items from WestJEM International Abstracts: Thai</description>
    <pubDate>Mon, 3 Aug 2026 23:44:59 +0000</pubDate>
    <item>
      <title>การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมสับสนเฉียบพลันในห้องฉุกเฉินน</title>
      <link>https://escholarship.org/uc/item/97s3c627</link>
      <description>&lt;p&gt;จำนวนผู้สูงอายุที่มารับบริการในห้องฉุกเฉินมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายการศึกษาพบว่าแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินมักไม่ค่อยคำนึงถึงและให้การวินิจฉัยผิดพลาดในภาวะซึมสับสนเฉียบพลันของผู้สูงอายุได้บ่อย  รวมทั้งยังไม่เข้าใจการดูแลรักษาโรคนี้อย่างถ่องแท้  ภาวะนี้ไม่ใช่เกิดจากความชรา และบ่อยครั้งกลับกลายเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงบางโรคได้  บทความนี้จะทำการทบทวนความสำคัญของโรค คำจำกัดความ ลักษณะของโรคเพื่อให้แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินเข้าใจโรคได้ดีขึ้นทั้งในการวินิจฉัย ประเมินและให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;&lt;p&gt; [West J Emerg Med.2012;13(2):194–201.]&lt;/p&gt;</description>
      <guid isPermaLink="true">https://escholarship.org/uc/item/97s3c627</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Jul 2012 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>
        <name>Gower, Lynne E.J.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Gatewood, Medley O'Keefe</name>
      </author>
      <author>
        <name>Kang, Christopher S.</name>
      </author>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการดื่มแอลกอฮอลล์และจำ�นวนคู่นอน</title>
      <link>https://escholarship.org/uc/item/6bn2b4r0</link>
      <description>&lt;p&gt;บทนำ  ผู้วิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณแอลกอฮอลล์ที่ดื่มภายใน2ชั่วโมงของการมีเพศสัมพันธ์และจำนวนของคู่นอน  จากกลุ่มตัวอย่างประชากรชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่ในอเมริกาและชาวละตินที่มารับบริการยังห้องฉุกเฉิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการ ทำการศึกษาแบบตัดขวาง(cross sectional study)ชนิดไปข้างหน้า  โดยเลือกสุ่มกลุ่มผู้ป่วยที่มารับบริการในห้องฉุกเฉินภายใน5สัปดาห์ของช่วงเวลาที่ทำการศึกษา ผู้วิจัยอ่านแบบสอบถามให้ผู้ป่วยฟังเพื่อตอบเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอลล์ที่ดื่มและจำนวนคู่นอนทั้งหมดภายใน1ปีที่ผ่านมา  ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้multiple variable  negative binomial regression modelsและ ผลประทบถูกวิเคราะห์โดยใช้ตัวแปรที่เป็นinteraction terms.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์ จำนวน395คนบอกว่ามีคู่นอนเฉลี่ย1.4คนภายใน1ปีที่ผ่านมา(standard error= 0.11) โดยที่23%บอกว่ามีปริมาณการดื่มแอลกอฮอลล์ค่อนข้างมากผิดปกติ และ28%บอกว่าได้ดื่มแอลกอฮอลล์ก่อนมีเพศสัมพันธ์  จากการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสถิติระหว่างปริมาณการดื่มแอลกอฮอลล์ที่มากกับจำนวนคู่นอน อย่างไรก็ดีพบว่าการดื่มแอลกอฮอลลก่อนมีเพศสัมพันธ์มักทำให้มีจำนวนคู่นอนเพิ่มมากขึ้น...</description>
      <guid isPermaLink="true">https://escholarship.org/uc/item/6bn2b4r0</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Jul 2012 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>
        <name>Bazargan-Hejazi, Shahrzad</name>
      </author>
      <author>
        <name>Gaines, Tommi</name>
      </author>
      <author>
        <name>Bazargan, Mohsen</name>
      </author>
      <author>
        <name>Seddighzadeh, Bobak</name>
      </author>
      <author>
        <name>Ahmadi, Alireza</name>
      </author>
    </item>
    <item>
      <title>กปริมาณสารรังสีที่ได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์สำ�หรับแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน</title>
      <link>https://escholarship.org/uc/item/52f7v2gn</link>
      <description>&lt;p&gt;บทนำ  การดูแลผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินมักมีอุปสรรคจากการซักประวัติเก่าของผู้ป่วย  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักค้นหาจากเวชระเบียนได้เป็นอย่งดี  งานวิจัยนี้ทำการศึกษาความสมัครใจของผู้ป่วยฉุกเฉินและแพทย์ในการนำข้อมูลจากเวชระเบียนมาใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการ เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง(cross sectional study)โดยทำการสอบถามผู้ป่วยที่มาใช้บริการในห้องฉุกเฉินทั้งหมด219คนและมีผู้ตอบแบบสอบถามกลับมา184คน(84%)  ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยทั้งข้อมูลพื้นฐาน  ความสมัครใจ อุปสรรคในการตามเวชระเบียนมาใช้ และให้ผู้ป่วยประเมินความรุนแรงของโรคตนเองออกเป็น5สเกล แบบสอบถามจะสอบถามทั้งผู้ป่วยและแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน  โดยที่แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินตอบกลับจำนวน210คนจากทั้งหมด219คน(96%)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์จากการตอบแบบสอบถามกลับของผู้ป่วยฉุกเฉินจำนวน184คน พบว่า78%ต้องการให้ค้นหาข้อมูลของเวชระเบียนได้ทางอินเตอร์เนตซึ่งเข้าได้กับ 83%ของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน  นอกจากนี้ยังพบว่ามีจำนวน &amp;lt;10%ต้องการให้บริษัทคอมพิวเตอร์ บริษัทประกันชีวิตหรือรัฐบาลทำการควบคุมฐานข้อมูลประวัติของผู้ป่วย ในขณะที่จำนวน&amp;gt;50%ต้องการให้โรงพยาบาลทำการควบคุมฐานข้อมูลเอง...</description>
      <guid isPermaLink="true">https://escholarship.org/uc/item/52f7v2gn</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Jul 2012 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>
        <name>Menon, Anil S.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Greenwald, Sally</name>
      </author>
      <author>
        <name>Ma, Trisha J.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Kooshesh, Shoreh</name>
      </author>
      <author>
        <name>Duriseti, Ram</name>
      </author>
    </item>
    <item>
      <title>กปริมาณสารรังสีที่ได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์สำ�หรับแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน</title>
      <link>https://escholarship.org/uc/item/035114kk</link>
      <description>&lt;p&gt;บทนำ  การถ่ายภาพเอกซเรย์ต่างๆทางการแพทย์เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องสัมผัสกับสารรังสี ซึ่งในห้องฉุกเฉินมักทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ต่างๆอยู่เสมอ ผู้วิจัยต้องการศึกษาปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ต่างๆโดยเฉพาะการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งแนวทางที่ทำให้ผู้ป่วยลดการได้รับรังสีโดยไม่จำเป็นที่ห้องฉุกเฉิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการ ผู้วิจัยทำการทบทวนบทความที่เกี่ยวกับการได้รับสารรังสีภายในห้องฉุกเฉินของปีคศ.2010&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลลัพธ์โดยทั่วไปผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการถ่ายภาพเอกซเรย์มากกว่าความเสี่ยงต่อการได้รับรังสีจนก่อเกิดมะเร็ง อย่างไรก็ดีจากการทบทวนพบว่ามีโรคเฉพาะ3โรคที่ผลกระทบจากโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับรังสีจนเกิดมะเร็งมากกว่าผลประโยชน์ต่อผู้ป่วย ได้แก่ โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด ปวดหลัง และเจ็บท้องบ่อยๆในโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง(inflammatory bowel disease)ดังนั้นในโรคเหล่านี้แพทย์ควรปรึกษาร่วมกับผู้ป่วยในการเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์ที่ได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์และโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับรังสีจนเกิดมะเร็ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สรุป   แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินเป็นด่านแรกที่ทำให้ผู้ป่วยสัมผัสกับสารรังสี...</description>
      <guid isPermaLink="true">https://escholarship.org/uc/item/035114kk</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Jul 2012 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>
        <name>Jones, Jesse G.A.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Mills, Christopher N.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Mogensen, Monique A.</name>
      </author>
      <author>
        <name>Lee, Christoph I.</name>
      </author>
    </item>
    <item>
      <title>การประชุมร่วมของสมาคมภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชของประเทศอเมริกาในโครงการ BETA Psychopharmacology เกี่ยวกับเรื่อง……จิตเภสัชวิทยาของภาวะกายใจไม่สงบ</title>
      <link>https://escholarship.org/uc/item/54b4061q</link>
      <description>ภาวะกายใจไม่สงบ(agitation)พบบ่อยทั้งในภาวะฉุกเฉินทางอายุรกรรมและจิตเวช การรักษาพยาบาลได้อย่าง เหมาะสมในกรณีดังกล่าวถือเป็นสมรรถนะหลักอย่างหนึ่งของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ในบทความนี้ผู้นิพนธ์ ได้รวบรวมการใช้ยารักษาโรคจิตในกลุ่ม first-generation second-generation และยา benzodiazepines เพื่อใช้ ในการรักษาภาวะกายใจไม่สงบ(agitation)ชนิดเฉียบพลัน รวมทั้งนำ�เสนอแนวทางจำ�เพาะในการรักษาภาวะกาย ใจไม่สงบ(agitation)ที่สัมพันธ์กับภาวะต่างๆได้แก่ การได้รับสารพิษ ภาวะจิตเภท อาการเพ้อ(delirium) รวมทั้ง เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ การใช้ยาเพื่อรักษาภาวะกายใจไม่สงบควรพิจารณาตามสาเหตุก่อโรคที่เป็นไปได้มาก ที่สุด ถ้าภาวะกายใจไม่สงบเกิดจากอาการเพ้อ(delirium)หรือโรคทางกายอื่นๆ แพทย์ควรทำ�การรักษาสาเหตุก่อ โรคเป็นลำ�ดับแรกแทนที่จะให้เพียงแค่ยารักษาโรคจิตหรือยา benzodiazepines เท่านั้น [West J Emerg Med. 2012;13(1):26–34.]</description>
      <guid isPermaLink="true">https://escholarship.org/uc/item/54b4061q</guid>
      <pubDate>Fri, 29 Jun 2012 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>
        <name>Wilson, Michael P, MD, PhD</name>
      </author>
      <author>
        <name>Pepper, David, MD</name>
      </author>
      <author>
        <name>Currier, Glenn W, MD, MPH</name>
      </author>
      <author>
        <name>Holloman Jr, Garland H, MD, PhD</name>
      </author>
      <author>
        <name>Feifel, David, MD, PhD</name>
      </author>
    </item>
  </channel>
</rss>
